คดี กาแฟ Gelsemine ตอนที่ 1

posted on 17 Apr 2008 19:16 by levitatist  in SCIA

1

วริณ ธนไกรศร กำลั่งนั่งจิบลาเต้อยู่ที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในชานเมือง วันนี้เขาไม่มีงานต้องเข้าที่สำนักงานวิทยาศาสตร์สืบสวนคดีพิเศษ เขาจึงหาเวลาว่างมานั่งเล่นคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคพร้อมกับจิบกาแฟ

วริณเช็คอีเมลได้ครู่เดียว เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมา เขาหยิบขึ้นมา กดรับ

เสียงจากโทรศัพท์พูดอย่างร้อนรน "เห้ย ไอ้ริณ ลาเต้นี่ กินแล้วตายมั้ยวะ"

วริณเกือบสำลักลาเต้ที่กำลังซดอยู่

"จะบ้าเหรอ ลาเต้นะคร๊าบ ไม่ใช่ไซยาไนด์" เขาพูดตอบเสียงที่มาจากโทรศัพท์

"อืม ... นักธุรกิจถูกพิษตาย ถ้วยลาเต้ยังห้อยอยู่คามือ ดูสิ"

วริณมองไปที่หน้าจอโน๊ตบุคของเขา ภาพถ่ายชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานก็ปรากฎขึ้นมา แขนข้างหนึ่งของเขาห้อยตกลงบนพื้น นิ้วชี้ยังเกี่ยวแก้วกาแฟอยู่ บนพื้นกระเบื้องหินอ่อนมีกาแฟเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด วริณสังเกตว่าชายคนนั้นมีคราบน้ำลายที่มุมปาก เขารีบพูดกับคนในโทรศัพท์ทันที

"พี่กร ส่งตัวอย่างกาแฟที่ตกลงบนพื้น ที่อยู่ในแก้ว แล้วก็น้ำลายของชายคนนั้นไปให้แผนกเคมีตรวจสอบทีนะครับ ได้ผลยังไงโทรบอกด้วยนะครับ"

"ได้ๆ"

วริณวางหู พับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเดินไปจ่ายค่ากาแฟ แล้วรีบเดินออกจากร้าน

 

2

วริณนั่งแท๊กซี่กลับมาถึงสำนักงาน เดินไปที่แผนกพฤกษศาสตร์ ที่เป็นที่ทำงานของเขา อย่างรวดเร็ว เมื่อถึง เขาก็ลากเก้าอี้ออกมา นั่งลง แล้วเปิดคอมพิวเตอร์ ครู่เดียว ข้อมูลก็ปรากฎขึ้นที่หน้าจอ

'ผู้ตายชื่อ นายศรัญพงศ์ สายตระกูลหยก อายุ 59 ปี เป็นนักธุรกิจเจ้าของโรงงานแปรรูปมันฝรั่ง ยี่ห้อ'ฟรายฟรายส์' พบศพเวลา 9 นาฬิกา สภาพศพ เสียชีวิตเพราะระบบหายใจหยุดทำงาน น้ำลายฟูมปาก ก่อนเสียชีวิตมีอาการชัก หลักฐานดูได้จากทิศทางการกระจายของกาแฟ คาดว่าเสียชีวิตมาประมาณหนึ่งชั่วโมง'

'จากการตรวจสอบสารพิษในน้ำลาย ในแก้วกาแฟมีพิษ Strychnine และ Gelsemine อยู่ รวมถึงในตัวผู้ตายก็มีสารดังกล่าวด้วย'

วริณอ่านจบ เงยหน้าขึ้น ก็พบว่าพี่กรยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว พี่กรพูดขึ้น

"ว่าไง อ่านข้อมูลแล้ว สงสัยอะไรไหม"

"ผมคุ้นๆ กับสาร Gelsemine มากเลยนะฮะ ขอเวลาก่อนนะ" วริณพูดแล้วใช้นิ้วสัมผัสจอขนาดใหญ่ที่เป็นแบบฝังอยู่ในโต๊ะ ใช้นิ้วลากเป็นคำว่า Gelsemine แล้วกดตรงคำว่า Enter ระบบก็เริ่มทำงานขึ้น

"คงใช้เวลาอีกพักหนึ่งล่ะครับ" วริณพูดกับพี่กร

"งั้นไปสำรวจที่เกิดเหตุอีกรอบเถอะ เผื่อจะได้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมด้วย"พี่กรรีบเดินออกจากห้อง วริณเดินตามออกไป

 

3

วริณนั่งรถประจำตำแหน่งหัวหน้าแผนกสืบสวนสอบสวนของพี่กรไป พร้อมกับเจ้าหน้าทีอีกสองคน ระหว่างที่เดินทาง วริณก็วางคอมพิวเตอร์บนตัก เปิดอ่านข้อมูลพยานและผู้ต้องสงสัย พบว่าแม่บ้านคนที่เป็นคนรินกาแฟใส่ถ้วยเป็นผู้พบศพและแจ้งตำรวจ ทีมสอบสวนได้ไปตรวจสอบแล้ว พบว่าโถกาแฟที่แม่บ้านหยิบมาเท ตัวแม่บ้านก็เพิ่งชงเมื่อตอนเช้า 7 โมงครึ่ง จากการตรวจสอบพิษในโถกาแฟใหญ่ ก็พบว่าไม่มีสารพิษ เขาอ่านจบก็พูดกับพี่กร

"ถ้าในโถใหญ่ไม่มียาพิษ แปลว่าฆาตกรต้องใส่ยาพิษไประหว่างการเทกาแฟ จนถึงตอนที่คุณศรัญพงศ์ดื่มเข้าไปนะฮะ ซึ่ง แม่บ้านบอกว่าเจ็ดโมงครึ่งชง ก็น่าจะใช้เวลาราวๆ ยี่สิบนาที เอาไปเสิร์ฟ ผู้ตายเสียชีวิตเวลาแปดโมง ฉะนั้น มีเวลาเพียงสิบนาที ในการแอบใส่พิษ ..."

พี่กรพูดขัดจังหวะ "แต่เท่าที่พี่ถามแม่บ้าน ดูท่าทางเธอมีอาการตกใจมาก และเสียใจ ไม่น่าจะเป็นคนที่ฆ่าได้ เพราะอีกอย่าง ถ้านายศรัญพงศ์ตายไป เธอก็ตกงานอยู่ดี การตายของนายศรัญพงศ์ไม่มีประโยชน์ต่อเธอ แต่ก็มีแต่ตัวเธอนั่นแหละ ที่เป็นผู้ต้องสงสัย"

"นั่นสิเนอะ" วริณนั่งอ่านทบทวนซ้ำไปซ้ำมา จนถึงบ้านของนายศรัญพงศ์

 

4

"ค่ะ ดิฉันเป็นคนพบศพนายท่านค่ะ แต่ดิฉันไม่ได้ทำอะไรท่านนะคะ อีกอย่างยาพิษยาเพิษอะไรกัน ดิฉันไม่มีความรู้หรอกค่ะ" แม่บ้านวัย 45 พูดพลางปาดคราบน้ำตา

"ครับ" พี่กรพูดอย่างสงบ

"แล้วคุณได้พบอะไรผิดปกติไหมครับ เช่นในแก้วกาแฟมีอะไรผิดปกติไหม อะไรแบบนี้" วริณถาม

"ไม่มีค่ะ เพราะดิฉันเป็นคนทำความสะอาดจัดการทุกอย่างเอง" แม่บ้านตอบ

"ถ้าไม่มีอะไร ดิฉันขอตัวไปเตรียมตัวจัดงานศพนะคะ ภรรยานายท่านไหว้วานดิฉันน่ะค่ะ" แม่บ้านค่อยๆ เดินออกไป ระหว่างนั้นยังสะอื้นเป็นพักๆ

วริณและพี่กรเดินสำรวจบ้าน ดูเหมือนเป็นบ้านที่ใหญ่มากทีเดียว มีสวนดอกไม้ สนามหญ้า และตัวบ้านอันใหญ่โต สมเป็นที่อยู่ของนักธุรกิจที่รวยคนหนึ่ง ระหว่างที่เดินสำรวจ เจ้าหน้าที่สองคนได้เดินมาบอกว่า ได้รายชื่อผู้ต้องสงสัยแล้ว วริณและพี่กรจึงรีบกลับสำนักงาน

 

5

ทันที่ที่กลับสำนักงาน พี่กรรีบวิ่งไปยังแผนกสถิติและข้อมูล ส่วนวริณรีบเดินมายังแผนกพฤกษศาสตร์ของตัวเอง ทันที่ที่เขาเดินเข้าไปในห้อง จอแสดงผลก็ฉายภาพขึ้นมาบนผนังเป็นรูปสามมิติ

'Gelsemium elegans (Gardner & Champ.) Benth.วงศ์ Gelsemiceae ชื่อสามัญ มะเค็ด มะลินรก สามใบตาย เป็นไม้พุ่ม เขตร้อน ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางพิษ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง สมองส่วนเมดัลลาออบลองกาต้า ผลทำให้น้ำลายฟูมปาก ชัก ระบบการหายใจล้มเหลว'

พี่กรเดินตามมาสมทบพอดี วริณหันไปเห็น ก็เลยอธิบาย

"Strychnine และ Gelsemine เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท และระบบหายใจครับ ซึ่งผมก็ว่าคุ้นๆ กับสาร Gelsemine เพราะพืชต้นนี้แหละครับ มะเค็ด หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gelsemium ที่มันได้ชื่อนี้มา เพราะตัวมันอุดมไปด้วยสาร Gelsemine ครับ" วริณพูดกับพี่กร

"ตกลง พิษที่เจอคือพิษของต้นมะเค็ดเหรอ ต้นอะไรเนี่ย ไม่เคยรู้จัก" พี่กรพูดอย่างสงสัย

วริณจึงพาพี่กรเดินเข้าไปในแปลงพฤกษศาสตร์ที่เขาปลูก เดินไปครู่หนึ่ง ก็ชี้ไปที่ต้นไม้ขนาดเล็ก มีช่อดอกสีเหลือง

"นี่แหละครับ มะเค็ด เป็นพืชเขตร้อน อยู่ตามป่าดิบเขา แต่นี่นักวิจัยของเราไปเที่ยว แล้วเก็บตัวอย่างมา ผมก็เลยลองเอามาปลูกครับ ไม้ตัวนี้ปลูกง่ายนะ" วริณพูด

"นั่นสิ งั้นไปที่ฝ่ายสถิติเร็ว" พี่กรและวริณรีบไปยังแผนกสถิติ

 

6

ดร. เจตน์ ทัศนพันศักย์ ได้นั่งรอทั้งสองคนที่รีบมาที่ห้องอยู่แล้ว ทันที่ที่ทั้งสองมาถึง ดร. เจตน์ก็ไม่มีรอ ฉายภาพขึ้นผนังทันที

"จากการสำรวจผู้ต้องสงสัย มีอยู่หลายคนด้วยกัน ลองไล่ดูทีละคนนะ"

ดร. เจตน์เปิดประวัติผู้ต้องสงสัยให้ดู มีทั้งหมด 3 ราย

คนแรก นางสมศรี แก้วไทย อายุ 45 ปี ทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ในบ้านของนายศรัญพงศ์ เป็นผู้ที่พบศพ และเป็นผู้ที่ชงกาแฟแก้วมรณะ ให้นายสมเจตน์ดิิ่ม แต่ไม่มีแรงจูงใจในการฆ่า ประวัติอาชญากรรมก็ไม่มี บ้านเดิมอยู่ที่ปราจีนบุรี เข้ามาทำงานในกรุงเทพ เห็นประกาศรับสมัครทางหนังสือพิมพ์จึงติดต่อเข้ามา

คนที่สอง นางเดือนแรม สายตระกูลหยก อายุ 39 ปี เพิ่งแต่งงานกับนายศรัญพงศ์เพียง 2 ปี อาชีพเดิมเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรม พบรักกับนายศรัญพงศ์ที่โรงแรม นายศรัญพงศ์รู้สึกชอบใจ จึงตกลงแต่งงานกับนางอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ยังไม่มีลูก ขณะเกิดเหตุเธอกำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งเธอกล่าวว่า เธอเป็นคนทานอาหารไม่รีบ แตกต่างจากสามี ที่รีบทานอาหารแล้วไปนั่งทำงานในห้อง ส่วนเธอ ตามปกติ เธอมักจะไปเดินในสวน หรือไม่ก็ไปที่ร้านหนังสือ เพราะเธอเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก

คนที่สาม นาย กฤตย์ รมัยศัลย์ อายุ 33 ปี เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง เข้ามาเจรจาเรื่องเกี่ยวกับการจำหน่ายมันฝรั่งที่นายศรัญพงศ์ควบคุมอยู่ เพราะเขาก็มีบริษัทขายขนมขบเคี้ยวมันฝรั่งเช่นเดียวกัน จึงพยายามติดต่อเพื่อรวมกิจการเข้าด้วยกัน มีนัดติดต่อนายศรัญพงศ์ในช่วงเวลา 8 โมงครึ่ง แต่นายกฤตย์ได้โทรมายกเลิกนัดกับแม่บ้านตอนช่วงเวลา 7 โมงครึ่ง เนื่องจากเขาอ้างว่ามีธุระด่วน จะเลื่อนขอเข้าพบเป็นวันถัดไปแทน

วริณอ่านประวัติคนทั้งสามซ้ำไปซ้ำมา จน ดร. เจตน์แซว

"ริณ คุณน่าจะมาอยู่แผนกสืบสวนสอบสวนนะ ฝีมือคุณเผลอๆ จะดีกว่าหัวหน้าแผนกอีก แล้วเอาหัวหน้าแผนกไปปลูกพืชปลูกผักแทน"

"น่าลองเหมือนกันนะครับดร. ไอ้ริณนี่เอาจริงๆ วันๆ มันแทบไม่ต้องทำอะไร นั่งปลูกพืชปลูกผัก ผมว่าจ้างชาวสวนมาแทน ค่าแรงถูกกว่าเยอะ" พี่กรพูดตอกวริณอีกที

วริณเกาหัว ยิ้มแหยๆ

"น่า ... พี่กรครับ ไปคุยกับนายกฤตย์นี่กัน"

"โอเค เอ้านี่ ที่อยู่ของนายกฤตย์" ดร. เจตน์หยิบกระดาษที่พิมพ์ที่อยู่ของนายเจตน์อย่างชัดเจนให้พี่กร พี่กรกล่าวขอบคุณแล้วดึงตัวรินพร้อมเจ้าหน้าที่อีกสองคนออกไป

 

---- จบคดี กาแฟ Gelsemine ตอนที่ 1

ป.ล. อ่านแล้วเป็นยังไงวิจารณ์ได้นะครับ เพื่อนำมาเป็นการปรับปรุงต่อไปครับ ขอบคุณครับ >_<

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ขอบอกข้อดีก่อนเลยนะึคะ
- มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับเป็นเรื่องดี
- มีแรงบันดาลใจในการเขียน
- มีไฟในการเขียนสูง ซึ่งถ้านับว่าดีก็ดีมาก
- ตัวละครเป็นคนไทย ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่จากนิยายทั่วๆไปที่เอาชาวต่างชาติมาเมคขึ้น ซึ่งสไตล์คนไทยจะไปสู้วัฒนธรรมเขาไม่ได้อยู่แล้ว ชอบตรงจุดนี้ค่ะ
- มีสไตล์เป็นของตัวเอง มีจินตนาการดี

มาว่าข้อเสียกันบ้าง
- ตัวละครและบทพูดทื่อไปนิด เหมือนปุจฉาวิสัชณา นายถามมาชั้นตอบไป บางครั้งไปไหนมาสามวาสองศอกก็ใช้ได้ดีกับนิยาย

- เนื่องจากเป็นเรื่องสั้น(ใช่มั้ย?) ทำให้เนื้อเรื่องค่อนข้างเร็ว แต่ถ้าเร็วเกินไปโดยไม่อธิบายสิ่งรอบข้าง มันจะทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนนับรถเมล์คันเขียว

- สิ่งสำคัญที่สุดของนิยายสืบสวนคือ "รายละเอียด" ซึ่งยกตัวอย่างง่ายๆอย่างเรื่องโคนัน แค่ร่องรอยเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คดีพลิกได้ ปัญหาติดอยู่ตรงที่ว่า ยังอธิบายรายละเอียดได้ไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างง่ายๆคือไม่ได้อธิบายตัวละคร เช่นพี่กรรูปร่างหน้าตาอย่างไร สำหรับพระเอกนั้นไม่จำเป็น เพราะเหมือนเป็นคนเล่า ใครจะมาอธิบายรูปร่างหน้าตาตัวเอง แต่ถ้าจะพูดไว้ก็ไม่ผิด

- ตัวละครค่อนข้างฉาบฉวย อย่างเช่นแม่บ้านโผล่มาพูดไม่ถึงห้าประโยค หายจ้อย ไม่ทราบว่าทำให้มีพิรุธหรือเปล่า? เพราะเธอหายหน้าหายตาไวมาก

- ตัวละครยังไม่มีลักษณะนิสัย คิดว่าคงออกร่างมาแบบคิดเดี๋ยวนั้นเขียนเดี๋ยวนั้น ซึ่งจริงๆตรงจุดนี้สำคัญมากที่จะทำให้นิยายสนุก เช่นตัวละครบางตัวกวนโอ๊ย รู้แต่ไม่บอกชอบโยกโย้ หรือพวกชอบพล่าม ไม่ก็กระโชกโฮกฮาก หรือพูดอะไรสั้นกุด มันจะทำให้เรื่องเกิดมิติ ไม่ใช่โผล่มาพูดสิ่งที่ควรพูดแล้วก็ไป เพราะคนอ่านจะไม่ทราบและจดจำรายละเอียด ทำให้คุณค่าบางส่วนของนิยายสืบสวนเสียไป

- การอธิบายในเรื่องของวิทยาศาสตร์มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ดี แต่อธิบายได้เหมือนในหนังสือเรียนไปหน่อย ยกตัวอย่างเช่นถ้าพระเอกพูดถึงมะเค็ด แล้วพี่กรถามเสียเดี๋ยวนั้น จะเกิดช่องว่างให้วริณอธิบายเรื่องมะเค็ดได้ และตอนนั้นเองที่น้องสามารถแทรกบทอธิบายได้ว่าเจ้ามะเค็ดตัวนี้หน้าตาเป็นอย่างไร ข้อนี้สำคัญมากถ้าน้องต้องการจะอธิบายถึงวิทยาศาสตร์ จะต้องทำให้มันสนุกและไม่เนิบนาบเหมือนหนังสือเรียน

- ขาดอารมณ์ของตัวละคร ซึ่งในแต่ละอารมณ์แน่นอนว่าตัวละครจะต้องพูดแตกต่างกัน ยกตัวอย่าง เช่นตอนปกติ "นายจะทำอะไรเค้า" กับตอนโกรธ "เอ็งจะทำอะไรเค้าวะ!" หรือตอนเศร้ากึ่งวิงวอน "ได้โปรด อย่าทำอะไรเค้าเลย" จะเห็นได้ว่าต่างกัน ซึ่งนั่นทำให้เนื้อเรื่องที่ออกมาแตกต่างกันไปด้วย แน่นอนว่าอารมณ์อยากรู้อยากเห็นจะทำให้บทพูดเปลี่ยนไปเช่นกัน

สรุป
ทางแก้ที่ง่ายที่สุดคือแต่งไปเรื่อยๆนั่นล่ะค่ะ เพราะ "ประสบการณ์" เท่านั้นที่ช่วยได้ในเรื่องนี้ ส่วนอีกอย่างที่แนะนำคือให้ไปหา"นิยายแนวนี้"มาอ่าน เพื่อจะได้เกิดแรงบันดาลใจและแนวคิดที่แตกต่าง และจินตนาการด้วย

สุดท้ายนี้ขอโทษในบางคำที่พี่อาจจะวิจารณ์แรงไป แต่โลกนี้มีทั้งน้ำและน้ำแข็ง ขึ้นอยู่กับว่าน้องจะรับสิ่งที่เบาสบายหรือสิ่งที่หนักและหนาวเย็น

อย่าใส่ใจในคำวิจารณ์ แต่จงใช้คำวิจารณ์พัฒนาตัวเอง

พี่คิดว่าพูดไปแล้วน้องจะต้องเคืองที่อยู่ๆก็ว่าปาวๆ แต่ขอให้เข้าใจนะคะว่า ถ้าไม่รับฟังคนอื่นสื่อ ผลงานของเราจะสื่อไปถึงคนอื่นได้อย่างไร

ขอโทษที่ทำให้เคือง แต่หวังดีค่ะconfused smile

ปล.ชอบนิยายแนวนี้ หวังว่าคงจะแต่งต่อไม่หมดไฟเสียก่อน แอดไว้อ่านแล้วล่ะconfused smile
ปล.2 ที่เรียกน้องเพราะว่าแอบไปดูโปรไฟล์มา เพราะจะได้ใช้สรรพนามถูก เกิด 1991 ใช่มั้ยคะ?
ปล.3 มีอะไรจะคุยติดต่อได้ทาง Ems
ปล.4 ขอโทษที่ยาวค่ะsad smile