คดี กาแฟ Gelsemine ตอนที่ 2
posted on 15 May 2008 16:36 by levitatist in SCIA
7
รถของพี่กรแล่นมาจอดที่่หน้าบ้าน ที่ถูกระบุไว้ว่าเป็นบ้านของนายกฤตย์ พี่กรจอดรถ แล้วเดินไปกดกริ่งหน้าประตู วริณและเจ้าหน้าที่อีกสองคนเดินตามออกมาจากรถ เพียงชั่วครู่ ชายร่างสูงผอม ใส่
แว่น ก็เปิดประตูออกมา พี่กรรีบทักก่อน
"สวัสดีครับ ผมกรเกตต์ หัวหน้าแผนกสืบสวนสอบสวน สวสพ. ส่วนข้างหลังนี่คือเจ้าหน้าที่ของผม ไม่ทราบว่าคุณใช่คุณกฤตย์หรือเปล่าครับ"
"ใช่ครับ ผมกฤตย์ มีอะไรเหรอครับ" นายกฤตย์ตอบ
"ผมมาสอบถามคุณเกี่ยวกับนายศรัญพงศ์ครับ" พี่กรตอบอย่างฉะฉาน
"อ้าว คุณศรัญพงศ์เป็นอะไรเหรอครับ"
"เขาเสียชีวิตแล้วครับ"
"หา ... จริงเหรอ ! ... งั้น ... เชิญเข้ามาข้างในเลยครับ" นายกฤตย์มีสีหน้าที่ตกใจมาก แต่ก็เชิญทั้งสี่คนเข้าบ้าน
หลังจากที่ทั้งสี่คนนั่งบนโซฟาหนังที่ดูมีราคาค่อนข้างสูง นายกฤตย์ก็ถือถาดกาแฟมาวางบนโต๊ะ
"เชิญครับ อาราบิก้าอย่างดีจากบราซิลเลยครับ" นายกฤตย์หยิบมาหนึ่งแก้ว แล้วซด
วริณหยิบแก้วมา หยิบหลอดทดลองขนาดเล็กที่เหน็บไว้อยู่ที่เข็มขัดมา ดึงจุกออกแล้วหยดใส่แก้วทั้งสี่ใบ สารละลายใสได้ละลายไปในกาแฟ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นายกฤตย์เอ่ยถาม
"เอ่อ ... คุณหยดสารอะไรลงไปเหรอครับ"
"มันคือสารละลายที่ใช้ทดสอบพิษ Gelsemine ครับ" วริณตอบอย่างสั้นๆ นายกฤตย์เลิกตาอย่างสงสัย วริณจึงพูดต่อ
"นายศรัญพงศ์เสียชีวิตจากการดื่มกาแฟที่ใส่สาร Gelsemine เข้มข้นครับ ผมยังหวาดๆ อยู่น่ะ"
นายกฤตย์หัวเราะ
"คุณคงไม่คิดว่าผมเป็นคนร้ายหรอกนะครับ"
"ผมมารวบรวมข้อมูลก่อนครับ ยังไม่ได้ตัดสินใครหรอกว่าเป็นคนร้าย" พี่กรรีบพูด
"ผมอยากทราบว่าคุณโทรไปนัดนายศรัญพงศ์หนึ่งครั้ง เมื่อวาน แต่คุณโทรไปยกเลิกเมื่อเช้าวันนี้ เพราะอะไรเหรอครับ"
นายกฤตย์มองหน้าพี่กร อึ้งไปพักหนึ่ง
"ว่าไงครับ ทำไมคุณถึงโทรไปยกเลิกล่ะ" พี่กรถามย้ำ
นายกฤตย์ก้มหน้า
"ผมไปหาหมอมาครับ" เขาพูดเสียงเบา
"หาหมอ เรื่องอะไรล่ะครับ" พี่กรถามต่ออย่างรวดเร็ว
...
นายกฤตย์ไม่พูดอะไร แต่ถอดกางเกงลง พี่กรตกใจ
"คุณกฤตย์เอากางเกงขึ้นเถอะครับ เดี๋ยวผมขอที่อยู่โรงพยาบาลที่คุณไปด้วยนะครับ" วริณรีบพูด นายกฤตย์เอากางเกงขึ้น แล้วจึงพูดต่อ
"ถ้าพวกคุณสงสัยผม ผมแนะนำให้ไปที่ 'Rising Phoenix' ผับชื่อดังแถวดาวน์ทาวน์เลยครับ ผมรู้สึกว่าเคยเห็นคุณเดือนแรมไปปรากฎตัวอยู่แถวนั้นน่ะนะ"
"ครับ เดี๋ยวผมจะส่งคนไำปดูนะ ยังไงก็ขอตัวล่ะครับ" พี่กรพูด
"ครับ มีปัญหาอะไรก็มาถามอีกได้ครับ" นายกฤตย์พูด ก่อนที่จะลุกขึ้น พาพี่กร วริณ และเจ้าหน้าที่อีกสองคนไปส่งถึงหน้าบ้าน จากนั้นรถก็แล่นออกไป
8
"นายกฤตย์คนนั้นเป็นโรคอะไรน่ะ ทำไมตุ่มขึ้นเต็มไอ้จ้อนเขาเลย" พี่กรหันมาถามวริณด้วยท่าทีสงสัย วริณหัวเราะ ก่อนที่จะอธิบายให้ฟัง
"นั่นเป็นโรคที่เรียกว่า เริม น่ะครับ ดูจากอาการแล้วคิดว่าคงเพิ่งเริ่มแสดงอาการ ผมเลยคิดว่าเขาคงรีบไปหาหมอ เพราะดูท่านายกฤตย์นี่ก็เป็นสิงห์กลางคืนพอสมควรล่ะครับ"
"โรคเริมเหรอเนี่ย น่ากลัวชิบเป๋ง เป็นผื่นที่ไอ้จ้อน แล้วจะใช้งานได้มั้ยล่ะเนี่ย" พี่กรถาม วริณหัวเราะอีกครั้ง
"พี่กรกลัวเหรอครับ"
"เฮ้ยๆ พูดดีๆ หน่อย พี่ไม่สำส่อนขนาดนั้นโว้ย"
เจ้าหน้าที่เบาะหลังสองคนหัวเราะ พี่กรมองผ่านกระจกมองหลัง ขบกรามเหมือนกำลังเคี้ยวเนื้อ เจ้าหน้าที่ทั้งสองเลยต้องรีบกลั้นหัวเราะ
"โรคนี้ติดแล้วไม่มียารักษาหายขาดด้วยครับ อาการก็เป็นแบบที่เห็นล่ะ เป็นตุ่มน้ำเหลือง ซักพักก็จะแตกออก แล้วก็จะหาย หายซักพักก็จะกลับมาเป็นต่อ ยาที่ช่วยนั่นคือช่วยบรรเทา ไม่ได้ช่วยทำให้
หายขาดน่ะ ตอนเลือกสาว ดูสาวที่ไม่มีตุ่มที่ปากหรือตรงนั้นด้วยล่ะพี่ เดี๋ยวหาว่าผมไม่เตือน"
"เออน่ะ เรื่องของกู เอ้ย เรื่องของพี่"
"ว่าแต่คืนนี้ไปเที่ยวกันไหมริณ"
"เพิ่งพูดเรื่องเริมหยกๆ ไม่กลัวเลยเหรอพี่"
"หมายถึง ไปที่ Rising Phoenix ไปหาข้อมูลกัน" พี่กรเอามือเขกหัววริณ
"โอ๊ย โอเคครับ ไปก็ไป" วริณเอามือลูบหัว ก่อนจะตอบรับไป
9
หลังจากมานั่งทำงานต่อในสำนักงาน จนกระทั่งตะวันลับฟ้า พี่กรก็เข้ามาที่แผนกพฤกษศาสตร์ มาเรียกวริณขึ้นรถ แล้วบึ่งตรงไปที่ Rising Phoenix
"แหม ขับรถมาผับนี่ ไม่มีหลงทางเลยเหรอครับ"
"แซวแล้วได้ตังค์มั้ย ถ้าได้จะให้แซวเยอะๆ แล้วแบ่งตังค์กันบ้าง"
วริณแลบลิ้น แล้วก็นั่งฟังเพลงไปจนรถมาจอดหน้าอาคารสองชั้น ดีไซน์เหมือนหงส์สีแดงสด ภายในมีไฟหลากสีส่องไปมา
ทั้งคู่เดินเข้าไป ก็มีสาวหมวยสองคนใส่ชุดกี่เพ้าผ่าสูงสีแดงสด มีลายมังกรสีเหลืองไต่ตามผ้ามาต้อนรับ
"สวัสดีค่ะ มากันสองที่ใช่มั้ยคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ"
พี่กรมองตาเยิ้ม ก่อนที่จะได้สติ พูดว่า
"เอ่อ ขอโทษนะครับน้อง พี่มาหาเจ้าของผับแห่งนี้ พอจะให้เข้าพบได้ไหมครับ พี่มาจากสำนักงานวิทยาศาสตร์สืบสวนคดีพิเศษน่ะครับ" พี่กรหยิบบัตรประจำตำแหน่งมาเปิดให้ดู
"อ๋อ งั้นเชิญเลยค่ะ" สาวหมวยสองคนผายมือ แล้วนำทางพี่กรและวริณไปยังห้องที่อยู่ชั้นสอง วริณพลางสังเกต ที่นี่เน้นไฟสปอร์ตไลท์สีแดงสลับกับส้ม ดูร้อนแรงมาก และสภาพภายในมีผนังสี
แดงดำ รวมถึงบนสเตจก็มีสาวน้อยกี่เพ้าสีดำมาร้องเพลง พร้อมเต้นท่ายั่วยวนแขกที่มานั่งชม
ทางขึ้นไปที่ห้องของเจ้าของผับ มีเสาลายมังกรตั้งอยู่เป็นระยะ ทั้งสองเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าประตูกระจก ที่สกรีนลายหงส์สีแดงสองตัวบินอยู่ทึบจนไม่เห็นด้านใน
"ต้าเจี่ยคะ มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสืบสวนมาขอเข้าพบสองคนค่ะ" หนึ่งในสาวหมวยสองคนนั้นพูดกับลำโพงที่ติดอยู่ที่ประตู
ชั่วครู่เดียว ก็มีเสียงตอบกลับมาจากลำโพงนั้น
"ถ้าต้องการมาเรียกเงินใต้โต๊ะค่าเปิดผับ ก็กลับไปนะคะ ผับของดิฉันถูกกฎหมาย"
พี่กรรีบเอ่ย "ขอโทษครับคุณนาย ผมมาสอบถามเรื่องคดีฆาตกรรมน่ะครับ ไม่ได้มาหาเรื่องกับผับของคุณนะ"
เสียงจากลำโพงก็บอก "อืม ..." แล้วประตูหงส์ก็เลื่อนออก เผยให้เห็นห้องขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างสวยหรูด้วยของใช้สีเหลืองทอง ตรงกลางมีโต๊ะสีทอง พร้อมกับเก้าอี้ลายหงส์และมังกร มีสตรีนาง
หนึ่งนั่งอยู่ เธอดูสวย และอ่อนเยาว์มาก พี่กรตะลึงไปชั่วครู่ ไม่แพ้วริณ ก่อนที่จะเดินเข้าไป สาวหมวยทั้งสองรีบเดินเข้ามา ลากเก้าอี้ลากสีเงินสุดหรูมาตั้ง ให้วริณกับพี่กรนั่ง
พี่กรเปิดฉากคำพูด
"สวัสดีครับ ผมกรเกตต์ เป็นหัวหน้าฝ่ายสืบสวนสอบสวน ของสำนักงานวิทยาศาสตร์สอบสวนคดีพิเศษครับ ส่วนนี่วริณ เป็นเจ้าหน้าที่ในแผนกเหมือนกัน" วริณก้มหัวคำนับเจ้าของผับสาวคนนั้น
"ดิฉัน เจสสิก้า เจ้าของผับที่นี่ ยินดีที่ได้พบคุณตำรวจ ในกรณีที่ไม่ใช่เรื่องมาหาเงินสินบนจากที่นี่ค่ะ" คุณนายเจสสิก้าพูดพลางใช้สายตาอันคมกริบสำรวจพี่กรกับวริณ
"ผมมาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องคดีของนายศรัญพงศ์ นักธุรกิจที่ถูกฆาตกรรม ผมคิดว่าคุณคงได้ยินข่าวมาบ้างใช่ไหมครับ" พี่กรเปิดฉากถาม
"ใช่แล้ว ดิฉันก็เพิ่งทราบมา แต่ไม่ทราบว่าผับของดิฉันไปเกี่ยวข้องอะไรเหรอคะ" เสียงของเธอขึ้นสูงแฝงด้วยการประชดประชัน
"คือ ผมไม่ทราบว่า คุณเคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาเที่ยวที่นี่บ้างไหมครับ รวมถึงนายศรัญพงศ์เองด้วยน่ะครับ"
คุณนายเจสสิก้าหยิบรูปที่พี่กรวางให้ดูขึ้นมาพินิจ ก่อนจะเรียกสองสาวหมวยที่ยืนอยู่ข้างๆ มา
"พวกเธอเคยเห็นสองคนนี้มาเที่ยวผับนี้บ้างไหม" เธอเอ่ยปากถาม
"เคยค่ะต้าเจี่ย ผู้หญิงคนนี้มาที่นี่บ่อยเหมือนกันค่ะ ส่วนผู้ชายคนนี้มาบ้าง" สองสาวผลัดกันตอบ
"แต่ไม่ได้มาพร้อมกันนะคะ"
พี่กรนึกคำถามในใจ หมายความว่า อาจเป็นไปได้ว่านายศรัญพงศ์แอบมาเที่ยวที่นี่ แล้วคุณเดือนแรมภรรยา ก็มาตามสังเกต ก็เป็นได้
"ถ้าอย่างงั้น ผมก็ไม่มีอะไรจะถามแล้วครับ ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ สำหรับข้อมูล" พี่กรพูดอย่างสุภาพ
"ค่ะ ยินดี แต่ไม่นั่งฟังเพลงเล่นที่นี่สักพักเหรอคะ เดี๋ยวดิฉันจะส่งแม่สาวสองคนนี้ไปบริการให้ถึงโต๊ะเลย ราคาคนกันเองนะคะ"
พี่กรกลืนน้ำลาย "เอื้อก .. ไม่เป็นไรครับ ไว้โอกาสหน้าดีกว่า เดี๋ยวผมโดนเจ้านายเล่นงาน"
พี่กรหันไป เห็นวริณกำลังเขียนอะไรยุกยิกๆ อยู่ในกระดาษ แล้วแลกกับสาวหมวยคนนั้น จึงกระแอมเบาๆ วริณจึงมานั่งที่เก้าอี้ดังเดิม
คุณนายเจสสิก้าหัวเราะ สาวหมวยและวริณหัวเราะตามไปด้วย
ทั้งสองคุยสัพเพเหระอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้ได้รู้ว่า คุณนายเจสสิก้าแท้จริงแล้ว อายุ 42 แต่เธอดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้หน้ายังดูอ่อนเยาว์เหมือนวัยรุ่นเพิ่งจบหมาดๆ
หลังจากใช้เวลาพอควร พี่กรลุกขึ้น กล่าวลาคุณนายเจสสิก้าและสองสาว วริณเดินตามพี่กรออกจากผับนั้น แต่ระหว่างที่เดินออกมา สายตาของวริณก็แอบแวบไปเห็นว่า สาวหมวยกี่เพ้าที่ยืนต้อนรับ
อยู่ด้านหน้า กำลังต้อนรีบใครบางคนที่เขาคิดว่าน่าจะรู้จัก เขาจึงสะกิดพี่กรให้ดู
พี่กรหันหน้าไป ก่อนจะหันหน้ากลับ แล้วรีบดึงวริณออกจากผับ โดยที่คนคนนั้นไม่สังเกต
"ดร. ชุรนันท์ กาญจศักดิ์ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร เขามาทำไมที่นี่น่ะ แอบดอดเมียมาหาความสนุกที่นี่เหรอนั่น" พี่กรพูดขึ้นมา
"นั่นสิครับ" วริณตอบสั้นๆ
วริณเปิดประตูรถ พี่กรนั่งที่ที่นั่งคนขับ ก่อนที่พี่กรจะขับรถไปส่งวริณที่บ้าน จากนั้นตัวเองก็กลับไปที่บ้านบ้าง
10
วริณนั่งแท๊กซี่มาที่สำนักงานอีกเช่นเคย ทันที่ที่เขาเดินเข้าสำนักงานมา เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่แผนกสืบสวนสอบสวนก็เดินเข้ามาหาเขา พร้อมยื่นเอกสารให้
"พี่กรฝากให้ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับรมต. เกษตรให้ ผมพบว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างนายศรัญพงศ์กับดร. ชุรนันท์ด้วยครับ แต่การโทรนั้นค่อนข้างปกปิด เพราะมีการใช้เบอร์โทรศัพท์สาธารณะ
ผสมกับเบอร์มือถือใหม่ๆ และบางครั้งก็ไม่ใช่เสียงของดร. ชุรนันท์ด้วย แต่เป็นเสียงของคนใช้ที่บ้านดร. เขา" เจ้าหน้าที่พูด
"ขอบคุณครับ พี่เกษม ถ้าอย่างนั้นก็ค่อนข้างแน่ชัด ว่ารัฐมนตรีเกษตรคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมนี้ เพราะไม่งั้นก็คงไม่ปลอมแปลงเบอร์จนจับได้ยากหรอกใช่มั้ยครับ" วริณพูด
"คงงั้น เพราะว่านี่ก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่เกือบสิบคน นั่งฟังโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาแทบทั้งคืน อ้อ เรื่องที่ดร. ชุรนันท์มาคุยกับนายศรัญพงศ์ ก็เหมือนเป็นเรื่องมันฝรั่ง เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะส่งรายละเอียดการ
สนทนาไปให้อีกทีนะ" พี่เกษมพูดก่อนเดินไป
วริณเข้ามานั่งที่โต๊ะแผนกพฤกษศาสตร์ เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา มีข้อมูลเด้งขึ้นมาหนึ่งจอ เป็นภาพขยายของเซลล์พืชที่ขยายมาแล้วมีข้อความแนบมาว่า ชาวนาได้มาร้องเรียน เขาปลูกใบชา และ
สัปปะรด ปรากฎว่ามีคนเสนอขายก๊าซเร่งผลผลิต ชาวนาคนนั้นจึงซื้อมาฉีด ปรากฎว่าสัปปะรดออกดอกผลดี แต่ใบชากลับหลุดร่วงจนไม่สามารถหาใบที่มีคุณภาพได้
วริณจึงรีบตอบข้อความ บอกให้เจ้าหน้าที่ไปบอกชาวนา ให้กั้นบริเวณ แล้วฉีดก๊าซนั้นให้เ้ฉพาะสัปปะรด เพราะก๊าซที่อัดเข้าไป มันคือ เอธิลีน(Ethyline) ซึ่งมีผลในการทำให้ผลไม้สุกเร็ว แต่มันจะทำ
ให้การผลัดใบและดอกเร็วขึ้น ทำให้ใช้กับใบชาแล้วผลผลิตเสียหาย
ทันทีวริณกดปุ่มส่งข้อความ พี่กรก็วิ่งมาถึงหน้าแผนก คำแรกที่ตะโกนออกมาก็คือ
"แบลคเมล์ !!!"
วริณหันหน้ามา เห็นพี่กรถือเอกสารที่ดูเหมือนเอกสารที่เจ้าหน้าที่เกษมให้เขามา ก็พอจะรู้ ว่าพี่กรพูดถึงอะไร เขารีบไปขอเอกสารนั้น ปรากฎว่าพบว่า นายศรัญพงศ์ถูกดร. ชุรนันท์ หว่านล้อมให้นำ
พืชตัดต่อพันธุกรรม ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ไปวางขายในนามของยี่ห้อของบริษัทนายศรัญพงศ์ แต่ดูเหมือนนายศรัญพงศ์ไม่ยอม แต่นี่เป็นการปะติดปะต่อเรื่องจากฝีมือของเจ้าหน้าที่
เพราะการสนทนาระหว่างโทรศัพท์มือถือกับมือถือทุกครั้ง มีการเข้าสัญญาณทำให้แกะไม่ได้
พี่กรยื่นเอกสารอีกใบให้
"มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ ปรากฎว่า พบว่ามีโทรศัพท์จากเดือนแรมโทรถึงรัฐมนตรีด้วย แต่นี่เป็นการโทรจากโทรศัพท์มือถือ แล้วแถมยังเข้าสัญญาณ ทำให้ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน"
"หรือว่าเป็นชู้กันวะไอ้ริณ" พี่กรพูด
"ไม่รู้สิครับ แต่เท่าที่ผมวิเคราะห์ ผมว่า อาจจะเป็นไปได้ว่า นายศรัญพงศ์ไม่ยอมที่จะทำธุรกิจใต้โต๊ะกับรัฐมนตรี รัฐมนตรีจึงอาจจะเข้าทางภรรยาของนายศรัญพงศ์ เพื่อที่จะให้ไปหว่านล้อม แต่อาจ
จะมีแผนการอะไรซักอย่างที่ไม่สำเร็จ เลยทำให้ต้องปิดปากนายศรัญพงศ์ ก่อนที่เรื่องจะแดง" วริณวิเคราะห์
"แต่ผมยังสงสัยนายกฤตย์อยู่นะครับ เพราะนายกฤตย์ก็เป็นนักธุรกิจมันฝรั่ง ไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่รัฐมนตรีจะมาหวังจากนายศรัญพงศ์คนเดียว โดยที่ไม่ได้ติดต่อนายกฤตย์"
"งั้นเดี๋ยวพี่จะลองไปสืบข้อมูลของนายกฤตย์ดู แกจะไปด้วยไหม"
"ไม่เป็นไรครับ ผมมีงานนิดหน่อยน่ะ"
"อือๆ โอเค" พี่กรเดินจากมา เดินไปที่แผนก ICT
วริณเปิดคอมมา เข้าสู่โปรแกรม Messenger ชื่อดัง จากนั้นก็หยิบเศษกระดาษขึ้นมา มันคือกระดาษที่เขาแลกเปลี่ยนกันกับสาวหมวยกี่เพ้า ปรากฎว่ามันเป็นอีเมล์ของเธอ เขาทักทายเธอ ก่อนที่จะ
ส่งรูปใครคนหนึ่งไปให้ แล้วถามว่าเคยเห็นปรากฎในผับบ้างไหม สาวหมวยก็ทักตอบมาว่า เคยเห็นอยู่ จำได้ว่าเธอถือกระเป๋าเอกสารมาด้วย ดูไม่เหมือนมาเที่ยวผับเลย ทำให้เธอจำได้
รูปนั้นเป็นรูปของแม่บ้านของนายศรัญพงศ์นั่นเอง
อีกด้านหนึ่ง พี่กรที่อยู่ที่แผนก ICT ได้ยืนอยู่หน้าสไลด์ ที่ฉายขึ้นบนจอภาพ เป็นรายการบัญชีของบริษัทกฤตย์ การค้า ของนายกฤตย์ พบว่ามีสัญญาซือขายมันฝรั่ง ระหว่างบริษัทกฤตย์ การค้า กับ
ไร่มันฝรั่ง แม่ทองม้วน ที่จังหวัดกาญจนบุรี พี่วริณขอให้เจ้าหน้าที่ ICT พิมพ์ข้อมูลที่ฉายขึ้นจอลงบนกระดาษ เขารีบหยิบกระดาษแล้ววิ่งไปที่แผนกสถิติอีกครั้ง
ดร. เจตน์กำลังนั่งเล่นเกม Cash Fantasy Online อยู่ ซึ่งเป็นเกมที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นขณะนี้ เป็นเกมเกี่ยวกับการค้าขาย ที่ผู้เล่นต้องสวมบทบาทเป็นพ่อค้า ทำการค้าไปทั่วโลก ซึ่งมือสถิติ ที่จบ
จากคณะเศรษฐศาสตร์อย่างดร. เจตน์ กำลังสนุกกับเกมนี้อย่างมาก แต่ว่าพี่กรก็มาขัดจังหวะ
"ดร. เจตน์ครับ ช่วยสืบข้อมูลให้หน่อยครับ" พี่กรรีบพูด ดร. เจตน์พับหน้าจอเกมลง แล้วเปิดโปรแกรมสำมะโนประชากรขึ้นมา
"ว่าชื่อมา"
"นาง ทองม้วน ศรีศิริ เป็นเจ้าของไร่มันฝรั่ง นามสกุลเดิมคือ กาญจศักดิ์ แต่งงานกับร้อยตรี สิงหเวช คชสีห์ อดีตปลัดกระทรวงการเกษตร .." ดร. เจตน์พูดไม่ทันจบ พี่กรก็พูดขัดมา
"ดูข้อมูลอีกคนทีครับ ดร. ชุรนันท์ กาญจศักดิ์ เอาข้อมูลของสองคนนี้เปรียบเทียบกันหน่อยครับ"
ดร. เจตน์พิมพ์ชื่อลงไป แล้วฉายขึ้นจอ ผลปรากฎว่า นางทองม้วน เป็นพี่สาวของดร. ชุรนันท์ ที่แต่งงานออกไป
พี่กรดูข้อมูลแล้วบอกดร. เจตน์ให้พิมพ์ข้อมูลมาให้ หลังจากที่กระดาษได้ถูกพิมพ์ออกมา พี่กรก็รีบหยิบกระดาษที่ได้ กล่าวขอบคุณดร. เจตน์ แล้วเดินไปหาวริณ
"ริณ พี่ว่าหลักฐานหลายๆ อย่างมันเริ่มปะติดปะต่อขึ้นแล้วล่ะ"
---- จบคดี กาแฟ Gelsemine ตอนที่ 2
ป.ล. ช่วงนี้วุ่นๆ นิดหน่อยน่ะครับ เลยมาลงช้าไปมากมาย ขออภัยด้วยครับ = = จะพยายามลงให้ถี่ขึ้นนะครับ
รถของพี่กรแล่นมาจอดที่่หน้าบ้าน ที่ถูกระบุไว้ว่าเป็นบ้านของนายกฤตย์ พี่กรจอดรถ แล้วเดินไปกดกริ่งหน้าประตู วริณและเจ้าหน้าที่อีกสองคนเดินตามออกมาจากรถ เพียงชั่วครู่ ชายร่างสูงผอม ใส่
แว่น ก็เปิดประตูออกมา พี่กรรีบทักก่อน
"สวัสดีครับ ผมกรเกตต์ หัวหน้าแผนกสืบสวนสอบสวน สวสพ. ส่วนข้างหลังนี่คือเจ้าหน้าที่ของผม ไม่ทราบว่าคุณใช่คุณกฤตย์หรือเปล่าครับ"
"ใช่ครับ ผมกฤตย์ มีอะไรเหรอครับ" นายกฤตย์ตอบ
"ผมมาสอบถามคุณเกี่ยวกับนายศรัญพงศ์ครับ" พี่กรตอบอย่างฉะฉาน
"อ้าว คุณศรัญพงศ์เป็นอะไรเหรอครับ"
"เขาเสียชีวิตแล้วครับ"
"หา ... จริงเหรอ ! ... งั้น ... เชิญเข้ามาข้างในเลยครับ" นายกฤตย์มีสีหน้าที่ตกใจมาก แต่ก็เชิญทั้งสี่คนเข้าบ้าน
หลังจากที่ทั้งสี่คนนั่งบนโซฟาหนังที่ดูมีราคาค่อนข้างสูง นายกฤตย์ก็ถือถาดกาแฟมาวางบนโต๊ะ
"เชิญครับ อาราบิก้าอย่างดีจากบราซิลเลยครับ" นายกฤตย์หยิบมาหนึ่งแก้ว แล้วซด
วริณหยิบแก้วมา หยิบหลอดทดลองขนาดเล็กที่เหน็บไว้อยู่ที่เข็มขัดมา ดึงจุกออกแล้วหยดใส่แก้วทั้งสี่ใบ สารละลายใสได้ละลายไปในกาแฟ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นายกฤตย์เอ่ยถาม
"เอ่อ ... คุณหยดสารอะไรลงไปเหรอครับ"
"มันคือสารละลายที่ใช้ทดสอบพิษ Gelsemine ครับ" วริณตอบอย่างสั้นๆ นายกฤตย์เลิกตาอย่างสงสัย วริณจึงพูดต่อ
"นายศรัญพงศ์เสียชีวิตจากการดื่มกาแฟที่ใส่สาร Gelsemine เข้มข้นครับ ผมยังหวาดๆ อยู่น่ะ"
นายกฤตย์หัวเราะ
"คุณคงไม่คิดว่าผมเป็นคนร้ายหรอกนะครับ"
"ผมมารวบรวมข้อมูลก่อนครับ ยังไม่ได้ตัดสินใครหรอกว่าเป็นคนร้าย" พี่กรรีบพูด
"ผมอยากทราบว่าคุณโทรไปนัดนายศรัญพงศ์หนึ่งครั้ง เมื่อวาน แต่คุณโทรไปยกเลิกเมื่อเช้าวันนี้ เพราะอะไรเหรอครับ"
นายกฤตย์มองหน้าพี่กร อึ้งไปพักหนึ่ง
"ว่าไงครับ ทำไมคุณถึงโทรไปยกเลิกล่ะ" พี่กรถามย้ำ
นายกฤตย์ก้มหน้า
"ผมไปหาหมอมาครับ" เขาพูดเสียงเบา
"หาหมอ เรื่องอะไรล่ะครับ" พี่กรถามต่ออย่างรวดเร็ว
...
นายกฤตย์ไม่พูดอะไร แต่ถอดกางเกงลง พี่กรตกใจ
"คุณกฤตย์เอากางเกงขึ้นเถอะครับ เดี๋ยวผมขอที่อยู่โรงพยาบาลที่คุณไปด้วยนะครับ" วริณรีบพูด นายกฤตย์เอากางเกงขึ้น แล้วจึงพูดต่อ
"ถ้าพวกคุณสงสัยผม ผมแนะนำให้ไปที่ 'Rising Phoenix' ผับชื่อดังแถวดาวน์ทาวน์เลยครับ ผมรู้สึกว่าเคยเห็นคุณเดือนแรมไปปรากฎตัวอยู่แถวนั้นน่ะนะ"
"ครับ เดี๋ยวผมจะส่งคนไำปดูนะ ยังไงก็ขอตัวล่ะครับ" พี่กรพูด
"ครับ มีปัญหาอะไรก็มาถามอีกได้ครับ" นายกฤตย์พูด ก่อนที่จะลุกขึ้น พาพี่กร วริณ และเจ้าหน้าที่อีกสองคนไปส่งถึงหน้าบ้าน จากนั้นรถก็แล่นออกไป
8
"นายกฤตย์คนนั้นเป็นโรคอะไรน่ะ ทำไมตุ่มขึ้นเต็มไอ้จ้อนเขาเลย" พี่กรหันมาถามวริณด้วยท่าทีสงสัย วริณหัวเราะ ก่อนที่จะอธิบายให้ฟัง
"นั่นเป็นโรคที่เรียกว่า เริม น่ะครับ ดูจากอาการแล้วคิดว่าคงเพิ่งเริ่มแสดงอาการ ผมเลยคิดว่าเขาคงรีบไปหาหมอ เพราะดูท่านายกฤตย์นี่ก็เป็นสิงห์กลางคืนพอสมควรล่ะครับ"
"โรคเริมเหรอเนี่ย น่ากลัวชิบเป๋ง เป็นผื่นที่ไอ้จ้อน แล้วจะใช้งานได้มั้ยล่ะเนี่ย" พี่กรถาม วริณหัวเราะอีกครั้ง
"พี่กรกลัวเหรอครับ"
"เฮ้ยๆ พูดดีๆ หน่อย พี่ไม่สำส่อนขนาดนั้นโว้ย"
เจ้าหน้าที่เบาะหลังสองคนหัวเราะ พี่กรมองผ่านกระจกมองหลัง ขบกรามเหมือนกำลังเคี้ยวเนื้อ เจ้าหน้าที่ทั้งสองเลยต้องรีบกลั้นหัวเราะ
"โรคนี้ติดแล้วไม่มียารักษาหายขาดด้วยครับ อาการก็เป็นแบบที่เห็นล่ะ เป็นตุ่มน้ำเหลือง ซักพักก็จะแตกออก แล้วก็จะหาย หายซักพักก็จะกลับมาเป็นต่อ ยาที่ช่วยนั่นคือช่วยบรรเทา ไม่ได้ช่วยทำให้
หายขาดน่ะ ตอนเลือกสาว ดูสาวที่ไม่มีตุ่มที่ปากหรือตรงนั้นด้วยล่ะพี่ เดี๋ยวหาว่าผมไม่เตือน"
"เออน่ะ เรื่องของกู เอ้ย เรื่องของพี่"
"ว่าแต่คืนนี้ไปเที่ยวกันไหมริณ"
"เพิ่งพูดเรื่องเริมหยกๆ ไม่กลัวเลยเหรอพี่"
"หมายถึง ไปที่ Rising Phoenix ไปหาข้อมูลกัน" พี่กรเอามือเขกหัววริณ
"โอ๊ย โอเคครับ ไปก็ไป" วริณเอามือลูบหัว ก่อนจะตอบรับไป
9
หลังจากมานั่งทำงานต่อในสำนักงาน จนกระทั่งตะวันลับฟ้า พี่กรก็เข้ามาที่แผนกพฤกษศาสตร์ มาเรียกวริณขึ้นรถ แล้วบึ่งตรงไปที่ Rising Phoenix
"แหม ขับรถมาผับนี่ ไม่มีหลงทางเลยเหรอครับ"
"แซวแล้วได้ตังค์มั้ย ถ้าได้จะให้แซวเยอะๆ แล้วแบ่งตังค์กันบ้าง"
วริณแลบลิ้น แล้วก็นั่งฟังเพลงไปจนรถมาจอดหน้าอาคารสองชั้น ดีไซน์เหมือนหงส์สีแดงสด ภายในมีไฟหลากสีส่องไปมา
ทั้งคู่เดินเข้าไป ก็มีสาวหมวยสองคนใส่ชุดกี่เพ้าผ่าสูงสีแดงสด มีลายมังกรสีเหลืองไต่ตามผ้ามาต้อนรับ
"สวัสดีค่ะ มากันสองที่ใช่มั้ยคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ"
พี่กรมองตาเยิ้ม ก่อนที่จะได้สติ พูดว่า
"เอ่อ ขอโทษนะครับน้อง พี่มาหาเจ้าของผับแห่งนี้ พอจะให้เข้าพบได้ไหมครับ พี่มาจากสำนักงานวิทยาศาสตร์สืบสวนคดีพิเศษน่ะครับ" พี่กรหยิบบัตรประจำตำแหน่งมาเปิดให้ดู
"อ๋อ งั้นเชิญเลยค่ะ" สาวหมวยสองคนผายมือ แล้วนำทางพี่กรและวริณไปยังห้องที่อยู่ชั้นสอง วริณพลางสังเกต ที่นี่เน้นไฟสปอร์ตไลท์สีแดงสลับกับส้ม ดูร้อนแรงมาก และสภาพภายในมีผนังสี
แดงดำ รวมถึงบนสเตจก็มีสาวน้อยกี่เพ้าสีดำมาร้องเพลง พร้อมเต้นท่ายั่วยวนแขกที่มานั่งชม
ทางขึ้นไปที่ห้องของเจ้าของผับ มีเสาลายมังกรตั้งอยู่เป็นระยะ ทั้งสองเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าประตูกระจก ที่สกรีนลายหงส์สีแดงสองตัวบินอยู่ทึบจนไม่เห็นด้านใน
"ต้าเจี่ยคะ มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสืบสวนมาขอเข้าพบสองคนค่ะ" หนึ่งในสาวหมวยสองคนนั้นพูดกับลำโพงที่ติดอยู่ที่ประตู
ชั่วครู่เดียว ก็มีเสียงตอบกลับมาจากลำโพงนั้น
"ถ้าต้องการมาเรียกเงินใต้โต๊ะค่าเปิดผับ ก็กลับไปนะคะ ผับของดิฉันถูกกฎหมาย"
พี่กรรีบเอ่ย "ขอโทษครับคุณนาย ผมมาสอบถามเรื่องคดีฆาตกรรมน่ะครับ ไม่ได้มาหาเรื่องกับผับของคุณนะ"
เสียงจากลำโพงก็บอก "อืม ..." แล้วประตูหงส์ก็เลื่อนออก เผยให้เห็นห้องขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างสวยหรูด้วยของใช้สีเหลืองทอง ตรงกลางมีโต๊ะสีทอง พร้อมกับเก้าอี้ลายหงส์และมังกร มีสตรีนาง
หนึ่งนั่งอยู่ เธอดูสวย และอ่อนเยาว์มาก พี่กรตะลึงไปชั่วครู่ ไม่แพ้วริณ ก่อนที่จะเดินเข้าไป สาวหมวยทั้งสองรีบเดินเข้ามา ลากเก้าอี้ลากสีเงินสุดหรูมาตั้ง ให้วริณกับพี่กรนั่ง
พี่กรเปิดฉากคำพูด
"สวัสดีครับ ผมกรเกตต์ เป็นหัวหน้าฝ่ายสืบสวนสอบสวน ของสำนักงานวิทยาศาสตร์สอบสวนคดีพิเศษครับ ส่วนนี่วริณ เป็นเจ้าหน้าที่ในแผนกเหมือนกัน" วริณก้มหัวคำนับเจ้าของผับสาวคนนั้น
"ดิฉัน เจสสิก้า เจ้าของผับที่นี่ ยินดีที่ได้พบคุณตำรวจ ในกรณีที่ไม่ใช่เรื่องมาหาเงินสินบนจากที่นี่ค่ะ" คุณนายเจสสิก้าพูดพลางใช้สายตาอันคมกริบสำรวจพี่กรกับวริณ
"ผมมาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องคดีของนายศรัญพงศ์ นักธุรกิจที่ถูกฆาตกรรม ผมคิดว่าคุณคงได้ยินข่าวมาบ้างใช่ไหมครับ" พี่กรเปิดฉากถาม
"ใช่แล้ว ดิฉันก็เพิ่งทราบมา แต่ไม่ทราบว่าผับของดิฉันไปเกี่ยวข้องอะไรเหรอคะ" เสียงของเธอขึ้นสูงแฝงด้วยการประชดประชัน
"คือ ผมไม่ทราบว่า คุณเคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาเที่ยวที่นี่บ้างไหมครับ รวมถึงนายศรัญพงศ์เองด้วยน่ะครับ"
คุณนายเจสสิก้าหยิบรูปที่พี่กรวางให้ดูขึ้นมาพินิจ ก่อนจะเรียกสองสาวหมวยที่ยืนอยู่ข้างๆ มา
"พวกเธอเคยเห็นสองคนนี้มาเที่ยวผับนี้บ้างไหม" เธอเอ่ยปากถาม
"เคยค่ะต้าเจี่ย ผู้หญิงคนนี้มาที่นี่บ่อยเหมือนกันค่ะ ส่วนผู้ชายคนนี้มาบ้าง" สองสาวผลัดกันตอบ
"แต่ไม่ได้มาพร้อมกันนะคะ"
พี่กรนึกคำถามในใจ หมายความว่า อาจเป็นไปได้ว่านายศรัญพงศ์แอบมาเที่ยวที่นี่ แล้วคุณเดือนแรมภรรยา ก็มาตามสังเกต ก็เป็นได้
"ถ้าอย่างงั้น ผมก็ไม่มีอะไรจะถามแล้วครับ ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ สำหรับข้อมูล" พี่กรพูดอย่างสุภาพ
"ค่ะ ยินดี แต่ไม่นั่งฟังเพลงเล่นที่นี่สักพักเหรอคะ เดี๋ยวดิฉันจะส่งแม่สาวสองคนนี้ไปบริการให้ถึงโต๊ะเลย ราคาคนกันเองนะคะ"
พี่กรกลืนน้ำลาย "เอื้อก .. ไม่เป็นไรครับ ไว้โอกาสหน้าดีกว่า เดี๋ยวผมโดนเจ้านายเล่นงาน"
พี่กรหันไป เห็นวริณกำลังเขียนอะไรยุกยิกๆ อยู่ในกระดาษ แล้วแลกกับสาวหมวยคนนั้น จึงกระแอมเบาๆ วริณจึงมานั่งที่เก้าอี้ดังเดิม
คุณนายเจสสิก้าหัวเราะ สาวหมวยและวริณหัวเราะตามไปด้วย
ทั้งสองคุยสัพเพเหระอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้ได้รู้ว่า คุณนายเจสสิก้าแท้จริงแล้ว อายุ 42 แต่เธอดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้หน้ายังดูอ่อนเยาว์เหมือนวัยรุ่นเพิ่งจบหมาดๆ
หลังจากใช้เวลาพอควร พี่กรลุกขึ้น กล่าวลาคุณนายเจสสิก้าและสองสาว วริณเดินตามพี่กรออกจากผับนั้น แต่ระหว่างที่เดินออกมา สายตาของวริณก็แอบแวบไปเห็นว่า สาวหมวยกี่เพ้าที่ยืนต้อนรับ
อยู่ด้านหน้า กำลังต้อนรีบใครบางคนที่เขาคิดว่าน่าจะรู้จัก เขาจึงสะกิดพี่กรให้ดู
พี่กรหันหน้าไป ก่อนจะหันหน้ากลับ แล้วรีบดึงวริณออกจากผับ โดยที่คนคนนั้นไม่สังเกต
"ดร. ชุรนันท์ กาญจศักดิ์ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร เขามาทำไมที่นี่น่ะ แอบดอดเมียมาหาความสนุกที่นี่เหรอนั่น" พี่กรพูดขึ้นมา
"นั่นสิครับ" วริณตอบสั้นๆ
วริณเปิดประตูรถ พี่กรนั่งที่ที่นั่งคนขับ ก่อนที่พี่กรจะขับรถไปส่งวริณที่บ้าน จากนั้นตัวเองก็กลับไปที่บ้านบ้าง
10
วริณนั่งแท๊กซี่มาที่สำนักงานอีกเช่นเคย ทันที่ที่เขาเดินเข้าสำนักงานมา เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่แผนกสืบสวนสอบสวนก็เดินเข้ามาหาเขา พร้อมยื่นเอกสารให้
"พี่กรฝากให้ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับรมต. เกษตรให้ ผมพบว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างนายศรัญพงศ์กับดร. ชุรนันท์ด้วยครับ แต่การโทรนั้นค่อนข้างปกปิด เพราะมีการใช้เบอร์โทรศัพท์สาธารณะ
ผสมกับเบอร์มือถือใหม่ๆ และบางครั้งก็ไม่ใช่เสียงของดร. ชุรนันท์ด้วย แต่เป็นเสียงของคนใช้ที่บ้านดร. เขา" เจ้าหน้าที่พูด
"ขอบคุณครับ พี่เกษม ถ้าอย่างนั้นก็ค่อนข้างแน่ชัด ว่ารัฐมนตรีเกษตรคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมนี้ เพราะไม่งั้นก็คงไม่ปลอมแปลงเบอร์จนจับได้ยากหรอกใช่มั้ยครับ" วริณพูด
"คงงั้น เพราะว่านี่ก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่เกือบสิบคน นั่งฟังโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาแทบทั้งคืน อ้อ เรื่องที่ดร. ชุรนันท์มาคุยกับนายศรัญพงศ์ ก็เหมือนเป็นเรื่องมันฝรั่ง เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะส่งรายละเอียดการ
สนทนาไปให้อีกทีนะ" พี่เกษมพูดก่อนเดินไป
วริณเข้ามานั่งที่โต๊ะแผนกพฤกษศาสตร์ เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา มีข้อมูลเด้งขึ้นมาหนึ่งจอ เป็นภาพขยายของเซลล์พืชที่ขยายมาแล้วมีข้อความแนบมาว่า ชาวนาได้มาร้องเรียน เขาปลูกใบชา และ
สัปปะรด ปรากฎว่ามีคนเสนอขายก๊าซเร่งผลผลิต ชาวนาคนนั้นจึงซื้อมาฉีด ปรากฎว่าสัปปะรดออกดอกผลดี แต่ใบชากลับหลุดร่วงจนไม่สามารถหาใบที่มีคุณภาพได้
วริณจึงรีบตอบข้อความ บอกให้เจ้าหน้าที่ไปบอกชาวนา ให้กั้นบริเวณ แล้วฉีดก๊าซนั้นให้เ้ฉพาะสัปปะรด เพราะก๊าซที่อัดเข้าไป มันคือ เอธิลีน(Ethyline) ซึ่งมีผลในการทำให้ผลไม้สุกเร็ว แต่มันจะทำ
ให้การผลัดใบและดอกเร็วขึ้น ทำให้ใช้กับใบชาแล้วผลผลิตเสียหาย
ทันทีวริณกดปุ่มส่งข้อความ พี่กรก็วิ่งมาถึงหน้าแผนก คำแรกที่ตะโกนออกมาก็คือ
"แบลคเมล์ !!!"
วริณหันหน้ามา เห็นพี่กรถือเอกสารที่ดูเหมือนเอกสารที่เจ้าหน้าที่เกษมให้เขามา ก็พอจะรู้ ว่าพี่กรพูดถึงอะไร เขารีบไปขอเอกสารนั้น ปรากฎว่าพบว่า นายศรัญพงศ์ถูกดร. ชุรนันท์ หว่านล้อมให้นำ
พืชตัดต่อพันธุกรรม ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ไปวางขายในนามของยี่ห้อของบริษัทนายศรัญพงศ์ แต่ดูเหมือนนายศรัญพงศ์ไม่ยอม แต่นี่เป็นการปะติดปะต่อเรื่องจากฝีมือของเจ้าหน้าที่
เพราะการสนทนาระหว่างโทรศัพท์มือถือกับมือถือทุกครั้ง มีการเข้าสัญญาณทำให้แกะไม่ได้
พี่กรยื่นเอกสารอีกใบให้
"มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ ปรากฎว่า พบว่ามีโทรศัพท์จากเดือนแรมโทรถึงรัฐมนตรีด้วย แต่นี่เป็นการโทรจากโทรศัพท์มือถือ แล้วแถมยังเข้าสัญญาณ ทำให้ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน"
"หรือว่าเป็นชู้กันวะไอ้ริณ" พี่กรพูด
"ไม่รู้สิครับ แต่เท่าที่ผมวิเคราะห์ ผมว่า อาจจะเป็นไปได้ว่า นายศรัญพงศ์ไม่ยอมที่จะทำธุรกิจใต้โต๊ะกับรัฐมนตรี รัฐมนตรีจึงอาจจะเข้าทางภรรยาของนายศรัญพงศ์ เพื่อที่จะให้ไปหว่านล้อม แต่อาจ
จะมีแผนการอะไรซักอย่างที่ไม่สำเร็จ เลยทำให้ต้องปิดปากนายศรัญพงศ์ ก่อนที่เรื่องจะแดง" วริณวิเคราะห์
"แต่ผมยังสงสัยนายกฤตย์อยู่นะครับ เพราะนายกฤตย์ก็เป็นนักธุรกิจมันฝรั่ง ไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่รัฐมนตรีจะมาหวังจากนายศรัญพงศ์คนเดียว โดยที่ไม่ได้ติดต่อนายกฤตย์"
"งั้นเดี๋ยวพี่จะลองไปสืบข้อมูลของนายกฤตย์ดู แกจะไปด้วยไหม"
"ไม่เป็นไรครับ ผมมีงานนิดหน่อยน่ะ"
"อือๆ โอเค" พี่กรเดินจากมา เดินไปที่แผนก ICT
วริณเปิดคอมมา เข้าสู่โปรแกรม Messenger ชื่อดัง จากนั้นก็หยิบเศษกระดาษขึ้นมา มันคือกระดาษที่เขาแลกเปลี่ยนกันกับสาวหมวยกี่เพ้า ปรากฎว่ามันเป็นอีเมล์ของเธอ เขาทักทายเธอ ก่อนที่จะ
ส่งรูปใครคนหนึ่งไปให้ แล้วถามว่าเคยเห็นปรากฎในผับบ้างไหม สาวหมวยก็ทักตอบมาว่า เคยเห็นอยู่ จำได้ว่าเธอถือกระเป๋าเอกสารมาด้วย ดูไม่เหมือนมาเที่ยวผับเลย ทำให้เธอจำได้
รูปนั้นเป็นรูปของแม่บ้านของนายศรัญพงศ์นั่นเอง
อีกด้านหนึ่ง พี่กรที่อยู่ที่แผนก ICT ได้ยืนอยู่หน้าสไลด์ ที่ฉายขึ้นบนจอภาพ เป็นรายการบัญชีของบริษัทกฤตย์ การค้า ของนายกฤตย์ พบว่ามีสัญญาซือขายมันฝรั่ง ระหว่างบริษัทกฤตย์ การค้า กับ
ไร่มันฝรั่ง แม่ทองม้วน ที่จังหวัดกาญจนบุรี พี่วริณขอให้เจ้าหน้าที่ ICT พิมพ์ข้อมูลที่ฉายขึ้นจอลงบนกระดาษ เขารีบหยิบกระดาษแล้ววิ่งไปที่แผนกสถิติอีกครั้ง
ดร. เจตน์กำลังนั่งเล่นเกม Cash Fantasy Online อยู่ ซึ่งเป็นเกมที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นขณะนี้ เป็นเกมเกี่ยวกับการค้าขาย ที่ผู้เล่นต้องสวมบทบาทเป็นพ่อค้า ทำการค้าไปทั่วโลก ซึ่งมือสถิติ ที่จบ
จากคณะเศรษฐศาสตร์อย่างดร. เจตน์ กำลังสนุกกับเกมนี้อย่างมาก แต่ว่าพี่กรก็มาขัดจังหวะ
"ดร. เจตน์ครับ ช่วยสืบข้อมูลให้หน่อยครับ" พี่กรรีบพูด ดร. เจตน์พับหน้าจอเกมลง แล้วเปิดโปรแกรมสำมะโนประชากรขึ้นมา
"ว่าชื่อมา"
"นาง ทองม้วน ศรีศิริ เป็นเจ้าของไร่มันฝรั่ง นามสกุลเดิมคือ กาญจศักดิ์ แต่งงานกับร้อยตรี สิงหเวช คชสีห์ อดีตปลัดกระทรวงการเกษตร .." ดร. เจตน์พูดไม่ทันจบ พี่กรก็พูดขัดมา
"ดูข้อมูลอีกคนทีครับ ดร. ชุรนันท์ กาญจศักดิ์ เอาข้อมูลของสองคนนี้เปรียบเทียบกันหน่อยครับ"
ดร. เจตน์พิมพ์ชื่อลงไป แล้วฉายขึ้นจอ ผลปรากฎว่า นางทองม้วน เป็นพี่สาวของดร. ชุรนันท์ ที่แต่งงานออกไป
พี่กรดูข้อมูลแล้วบอกดร. เจตน์ให้พิมพ์ข้อมูลมาให้ หลังจากที่กระดาษได้ถูกพิมพ์ออกมา พี่กรก็รีบหยิบกระดาษที่ได้ กล่าวขอบคุณดร. เจตน์ แล้วเดินไปหาวริณ
"ริณ พี่ว่าหลักฐานหลายๆ อย่างมันเริ่มปะติดปะต่อขึ้นแล้วล่ะ"
---- จบคดี กาแฟ Gelsemine ตอนที่ 2
ป.ล. ช่วงนี้วุ่นๆ นิดหน่อยน่ะครับ เลยมาลงช้าไปมากมาย ขออภัยด้วยครับ = = จะพยายามลงให้ถี่ขึ้นนะครับ
edit @ 15 May 2008 21:32:19 by สวสพ.
Tags: biology, crime, detective, fiction, gelsemine, investigation, murder, science1 Comments
ข้อดีของเนื้อเรื่องน้องก็คือ มีการสืบหาที่น่าเชื่อถือ และเนื้อเรื่องน่าติดตาม
ข้อเสียยังคงคล้ายๆเดิม แต่พัฒนาขึ้น กว่าเอนทรี่ก่อน ถึงจะไม่มากนัก แน่ละ จะให้จู่ๆดีเลยไม่มีหรอก มันต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่พี่เห็นได้ว่าน้องตั้งใจทำ ชื่นชมตรงนี้นะคะ
จะไม่ขอติอะไรมาก นอกจากจุดใหญ่ตรงนี้นิดนึง
อยากให้อิงความเป็นจริงลงไปมากกว่านี้ ลักษณะนิสัยจริงๆของคนสมัยนี้ค่อนข้างใจแคบ
ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีผู้ชายคนไหนที่เป็นเริมแล้วไปถอดกางเกงให้คนแปลกหน้าดูหรอกค่ะ จะออกอาการโกรธมากกว่า หรือไม่ก็หาใบรับรองแพทย์อะไรมายืนยัน คือเค้าจะอายนั่นล่ะ
อีกอย่างที่บาร์ส่วนใหญ่ จะมีอคติต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างตอนเจสสิก้าออกตอนแรกนั่นน่ะ พี่ชอบตรงนั้นนะ
แต่หลังจากที่พี่กรกับวริณเข้าไป เธอกลับพูดจาลื่นไหลเสียเหลือเกิน หมายถึงท่าอคติหมดไป และบทพูดของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นให้พี่กรได้ถาม ถ้าใส่ความขัดแย้งของคำพูดลงไป ประมาณว่าชั้นจะไม่บอก ต้องมีอะไรมาแลก แบบนี้จะสร้างมิติได้มากขึ้น
ข้อนี้แล้วแต่ ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เพราะตัวละครบางตัวไม่ได้เกิดมาเพื่อเด่น
สุดท้ายนี้ ตัวละครยังเคลื่อนไหวน้อยไปหน่อยนะคะ ไม่ได้หมายถึงต้องใส่ "การเคลื่อนไหว" ไว้ท้ายประโยค
อย่างเช่น
"บทพูด" อธิบายการเคลื่อนไหว
เปลี่ยนเป็น
อธิบายการเคลื่อนไหวโดยรวม(ยาวๆ) แล้วก็พูดๆๆไปเลยแบบนั้นก็ได้ เพราะจะเกิดความต่อเนื่องของบทพูดมากกว่า
หรือจะซอยบล็อกก็ได้ เป็น "บท" อธิบายสั้นๆ "พูด"
หรือ อธิบายก่อนแล้วค่อย "บทพูด"
ส่วนเรื่องลักษณะนิสัยพี่กรนั้นโดดเด่นมาก พี่แกมีคาแรคเตอร์ นั่นเป็นข้อดีค่ะ แต่น้องควรสร้างคาแรคเตอร์ของวริณ(ที่เป็นพระเอก ใช่มั้ย) ไม่ให้ด้อยไปกว่ากันด้วย
พูดแค่นี้ ยาวอีกละ
-----------------
ปล. วุ่นๆดูแลสุขภาพด้วยนะจ๊ะ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย พายุก็เข้า พี่ล่ะเซ้งเซง ฝนตกทีไปไหนไม่ได้เลย
#1 By Just_Jear : อีเจี๋ยจุกจิต on 2008-05-18 00:15