นิทาน คั่นเวลา: เศรษฐีกับวณิพก
posted on 18 May 2008 23:01 by levitatist in ETCs
ที่นี่คือเมืองท่าที่โด่งดังที่สุดในประเทศ ในเมืองนี้มีพ่อค้าแม่ค้านักเดินทางทั้งหลายเข้ามาซื้อขายสินค้าอยู่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
ณ ที่นั้น มีพ่อค้าคนหนึ่ง เขาเป็นพ่อค้าที่ขึ้นชื่อถึงเรื่องความฉลาดหลักแหลมและวิธีการขายสินค้า ทำให้เขาสามารถทำรายได้ได้มากมาย สร้างความร่ำรวยแก่เขาเป็นอันมาก ชื่อจริงของพ่อค้าคนนี้คือ นอสฟราติส แต่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่รู้จักเขามักจะเรียกเขาว่า พ่อค้าลูกคิดทอง เนื่องจากเขาจะพกลูกคิดสีทองไว้ติดตัวเสมอเป็นสัญลักษณ์
วันนี้ก็เป็นอีกวัน ที่เขาสามารถค้าขายทำกำไรงดงาม แต่แลกด้วยความเครียดและความวุ่นวายพอสมควร เพราะหลังจากที่ไปรับสินค้าตั้งแต่เช้า ก็ต้องมาคำนวณราคาขายพร้อมกำไร จากนั้นก็จึงเดินทางมาขายให้อีกแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ต้องมาจดทำรายการสินค้าที่ขายไปได้วันนี้ จากนั้นก็สั่งสินค้าชุดใหม่มาขาย ซึ่งนับว่าวุ่นวายค่อนข้างมาก และเป็นงานที่เขาต้องทำเอง มิฉะนั้นอาจไม่แม่นยำ
หลังจากเขาได้ทำงานเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินกลับบ้านซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่อยู่ชานเมือง ทุกๆวัน เขาจะต้องเดินผ่านกระท่อมหลังน้อยซึ่งเป็นที่อยู่ของวณิพกหนุ่มผู้หนึ่ง วณิพกผู้นั้น ทุกวันจะออกมานั่งเป่าขลุ่ยอยู่ที่เก้าอี้ตัวเล็กๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ เสียงทำนองของขลุ่ยไพเราะมาก ดังนั้นทุกวัน พ่อค้าลูกคิดทองจะหยิบเศษเหรียญที่อยู่ในกระเป๋าแบ่งปันให้แก่วณิพกหนุ่มเสมอ
วันหนึ่ง การค้าของพ่อค้าลูกคิดทองได้สะดุดลง เนื่องจากเขาถูกโกงไม่ได้รับสินค้า ทำให้นำไปขายให้ลูกค้าไม่ทัน ซึ่งลูกค้าต้องการมาก ทำให้กำไรที่ควรได้จึงหดหาย รวมถึงเสียชื่อเสียงที่ไม่เคยทำให้ลูกค้ารายใดผิดหวังด้วย พ่อค้าลูกคิดทองมีความเครียดมาก จึงเดินกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
ระหว่างทาง เขาก็ได้ยินเสียงขลุ่ยของวณิพกเช่นเดิม เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด วณิพกจึงไม่มีความทุกข์ใดๆ เลย จึงเดินเข้าไปถาม
พ่อค้าเอ่ยปากถามว่า "ในชีวิตท่านมีสิ่งใดนอกจากเป่าขลุ่ยอีกไหม ?"
วณิพกหยุดเป่าขลุ่ย เอ่ยปาก "ข้าดำเนินชีวิตตามปกติของข้า นั่งเป่าขลุ่ย หิวก็ไปซื้ออาหาร ง่วงก็นอน ท่านล่ะ?"
พ่อค้าก็ตอบไปว่า "ข้าตื่นเช้ามาต้องรีบแต่งตัว ไปรับสินค้ามาคำนวณราคา แล้วจึงนำไปขาย แล้วต้องไปสั่งสินค้าชุดต่อมา มาคำนวณราคาแล้วค่อยสรุปยอดแต่ละวัน"
วณิพกหนุ่มหัวเราะเบาๆ ตอบไปว่า "ชีวิตท่านวุ่นวายจังนะ"
พ่อค้าเริ่มฉงน อดสงสัยไ่ม่ได้ จึงถามไปว่า "ชีวิตท่านไม่มีอะไรเลยหรือ ครอบครัวก็ไม่มี การงานก็ไม่มี เงินเก็บก็ไม่มี กระท่อมก็หลังน้อย ไม่มีความสะดวกสบาย แล้วที่สำคัญ ท่านได้เงินเพียงวันละนิดจะไปพอได้อย่างไร"
วณิพกหนุ่มก็ตอบเสียงเรียบร้อย "ชีวิตข้า ตื่นมาก็ไปอาบน้ำที่บ่อน้ำร้อนบนเขา ไปซักผ้า แล้วก็มาหาซื้ออาหารทาน แล้วก็มานั่งเป่าขลุ่ย หิวก็ไปซื้ออาหาร ง่วงก็นอน"
พ่อค้าฉงนมาก "ท่านมิต้องใช้เงินเลยหรือ แค่นั้นจะเพียงพอได้อย่างไร?"
วณิพกพูดเบาๆ "ข้าเป่าขลุ่ย ใครให้เงินข้ามาเท่าไรข้าก็ใช้เท่านั้น ไม่เห็นต้องกังวลอะไร หรือบางทีก็มีผู้คนเอาอาหารมาให้ข้า"
"ข้าดูสีหน้าท่านหม่นหมอง คงเสียกำไรจากการงานน่ะสิ แต่ทำไมจะต้องไปคิดมาก ถึงท่านเสียกำไรไปวันนี้ ก็ใช่ว่าท่านจะหมดตัว ใช้ชีวิตไปธรรมดาตามครรลอง ข้าว่าจะมีความสุขกว่า ที่ท่านไปเครียดกับการงานจนไม่มีความสุข จนเจ็บป่วยไข้ ยามนั้นถึงมีเงินกองเป็นตั้งก็ไม่อาจได้ใช้เต็มที่"
พ่อค้าลูกคิดทองตระหนักได้ จึงกล่าวขอบคุณวณิพก พร้อมมอบเงินหนึ่งปึกให้วณิพก แต่วณิพกปฏิเสธ
"ข้ามีเงินไปข้าก็ไม่ได้ใช้ ท่านนำไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ที่ต้องการใช้จริงๆ จะดีกว่า"
นับแต่นั้นมา พ่อค้าลูกคิดทองก็ค้าขายได้กำไรกลับมาเท่าเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ทุกครั้งที่มีการเจรจาซื้อขาย หรือการสั่งงานลูกน้องใดๆ บนหน้าของพ่อค้าลูกคิดทองจะเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้ผู้ที่สนทนาด้วยสบายใจ
สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจมิใช่หรือ
ถ้ายึดถือก็เป็นทุกข์ไม่สุขใส
ถ้าไม่ถือก็ไม่ทุกข์พบสุขใจ
ใครอยากได้สุขหรือทุกข์ฉุกคิดกัน
"สุขหรือทุกข์" - กวี นิรนาม
ณ ที่นั้น มีพ่อค้าคนหนึ่ง เขาเป็นพ่อค้าที่ขึ้นชื่อถึงเรื่องความฉลาดหลักแหลมและวิธีการขายสินค้า ทำให้เขาสามารถทำรายได้ได้มากมาย สร้างความร่ำรวยแก่เขาเป็นอันมาก ชื่อจริงของพ่อค้าคนนี้คือ นอสฟราติส แต่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่รู้จักเขามักจะเรียกเขาว่า พ่อค้าลูกคิดทอง เนื่องจากเขาจะพกลูกคิดสีทองไว้ติดตัวเสมอเป็นสัญลักษณ์
วันนี้ก็เป็นอีกวัน ที่เขาสามารถค้าขายทำกำไรงดงาม แต่แลกด้วยความเครียดและความวุ่นวายพอสมควร เพราะหลังจากที่ไปรับสินค้าตั้งแต่เช้า ก็ต้องมาคำนวณราคาขายพร้อมกำไร จากนั้นก็จึงเดินทางมาขายให้อีกแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ต้องมาจดทำรายการสินค้าที่ขายไปได้วันนี้ จากนั้นก็สั่งสินค้าชุดใหม่มาขาย ซึ่งนับว่าวุ่นวายค่อนข้างมาก และเป็นงานที่เขาต้องทำเอง มิฉะนั้นอาจไม่แม่นยำ
หลังจากเขาได้ทำงานเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินกลับบ้านซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่อยู่ชานเมือง ทุกๆวัน เขาจะต้องเดินผ่านกระท่อมหลังน้อยซึ่งเป็นที่อยู่ของวณิพกหนุ่มผู้หนึ่ง วณิพกผู้นั้น ทุกวันจะออกมานั่งเป่าขลุ่ยอยู่ที่เก้าอี้ตัวเล็กๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ เสียงทำนองของขลุ่ยไพเราะมาก ดังนั้นทุกวัน พ่อค้าลูกคิดทองจะหยิบเศษเหรียญที่อยู่ในกระเป๋าแบ่งปันให้แก่วณิพกหนุ่มเสมอ
วันหนึ่ง การค้าของพ่อค้าลูกคิดทองได้สะดุดลง เนื่องจากเขาถูกโกงไม่ได้รับสินค้า ทำให้นำไปขายให้ลูกค้าไม่ทัน ซึ่งลูกค้าต้องการมาก ทำให้กำไรที่ควรได้จึงหดหาย รวมถึงเสียชื่อเสียงที่ไม่เคยทำให้ลูกค้ารายใดผิดหวังด้วย พ่อค้าลูกคิดทองมีความเครียดมาก จึงเดินกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
ระหว่างทาง เขาก็ได้ยินเสียงขลุ่ยของวณิพกเช่นเดิม เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด วณิพกจึงไม่มีความทุกข์ใดๆ เลย จึงเดินเข้าไปถาม
พ่อค้าเอ่ยปากถามว่า "ในชีวิตท่านมีสิ่งใดนอกจากเป่าขลุ่ยอีกไหม ?"
วณิพกหยุดเป่าขลุ่ย เอ่ยปาก "ข้าดำเนินชีวิตตามปกติของข้า นั่งเป่าขลุ่ย หิวก็ไปซื้ออาหาร ง่วงก็นอน ท่านล่ะ?"
พ่อค้าก็ตอบไปว่า "ข้าตื่นเช้ามาต้องรีบแต่งตัว ไปรับสินค้ามาคำนวณราคา แล้วจึงนำไปขาย แล้วต้องไปสั่งสินค้าชุดต่อมา มาคำนวณราคาแล้วค่อยสรุปยอดแต่ละวัน"
วณิพกหนุ่มหัวเราะเบาๆ ตอบไปว่า "ชีวิตท่านวุ่นวายจังนะ"
พ่อค้าเริ่มฉงน อดสงสัยไ่ม่ได้ จึงถามไปว่า "ชีวิตท่านไม่มีอะไรเลยหรือ ครอบครัวก็ไม่มี การงานก็ไม่มี เงินเก็บก็ไม่มี กระท่อมก็หลังน้อย ไม่มีความสะดวกสบาย แล้วที่สำคัญ ท่านได้เงินเพียงวันละนิดจะไปพอได้อย่างไร"
วณิพกหนุ่มก็ตอบเสียงเรียบร้อย "ชีวิตข้า ตื่นมาก็ไปอาบน้ำที่บ่อน้ำร้อนบนเขา ไปซักผ้า แล้วก็มาหาซื้ออาหารทาน แล้วก็มานั่งเป่าขลุ่ย หิวก็ไปซื้ออาหาร ง่วงก็นอน"
พ่อค้าฉงนมาก "ท่านมิต้องใช้เงินเลยหรือ แค่นั้นจะเพียงพอได้อย่างไร?"
วณิพกพูดเบาๆ "ข้าเป่าขลุ่ย ใครให้เงินข้ามาเท่าไรข้าก็ใช้เท่านั้น ไม่เห็นต้องกังวลอะไร หรือบางทีก็มีผู้คนเอาอาหารมาให้ข้า"
"ข้าดูสีหน้าท่านหม่นหมอง คงเสียกำไรจากการงานน่ะสิ แต่ทำไมจะต้องไปคิดมาก ถึงท่านเสียกำไรไปวันนี้ ก็ใช่ว่าท่านจะหมดตัว ใช้ชีวิตไปธรรมดาตามครรลอง ข้าว่าจะมีความสุขกว่า ที่ท่านไปเครียดกับการงานจนไม่มีความสุข จนเจ็บป่วยไข้ ยามนั้นถึงมีเงินกองเป็นตั้งก็ไม่อาจได้ใช้เต็มที่"
พ่อค้าลูกคิดทองตระหนักได้ จึงกล่าวขอบคุณวณิพก พร้อมมอบเงินหนึ่งปึกให้วณิพก แต่วณิพกปฏิเสธ
"ข้ามีเงินไปข้าก็ไม่ได้ใช้ ท่านนำไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ที่ต้องการใช้จริงๆ จะดีกว่า"
นับแต่นั้นมา พ่อค้าลูกคิดทองก็ค้าขายได้กำไรกลับมาเท่าเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ทุกครั้งที่มีการเจรจาซื้อขาย หรือการสั่งงานลูกน้องใดๆ บนหน้าของพ่อค้าลูกคิดทองจะเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้ผู้ที่สนทนาด้วยสบายใจ
สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจมิใช่หรือ
ถ้ายึดถือก็เป็นทุกข์ไม่สุขใส
ถ้าไม่ถือก็ไม่ทุกข์พบสุขใจ
ใครอยากได้สุขหรือทุกข์ฉุกคิดกัน
"สุขหรือทุกข์" - กวี นิรนาม
Tags: fiction, money, tale1 Comments
ดีค่ะน้อง
พูดแค่นี้ล่ะ
#1 By Just_Jear : อีเจี๋ยจุกจิต on 2008-05-19 01:35